วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

อุทยานแห่งชาติปางสีดา สระแก้ว


อุทยานแห่งชาติปางสีดามีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอวัฒนานคร อำเภอเมือง จังหวัดสระแก้ว และอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญและมีค่า มีสภาพธรรมชาติและเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกปางสีดา น้ำตกหน้าผาใหญ่ โขดหินตามลำน้ำที่มีลักษณะแปลกๆ มีเนื้อที่ประมาณ 844 ตารางกิโลเมตร หรือ 527,500 ไร่

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

ผีผวา!ราชันส่งยอดเอเย่นต์คุยรูนี่ย์


สำหรับความเคลื่อนไหวกรณีที่ เวย์น รูนี่ย์ หัวหอก "ปีศาจแดง" แมนฯยูไนเต็ด ที่ถูก "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด กับ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ไล่ล่าตัวนั้น ล่าสุด เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มีอันต้องสะดุ้งแล้ว เมื่อ เรอัล มาดริด ได้ส่ง ปินี่ ซาฮาวี่ ซึ่งถูกยกเป็น"ซูเปอร์เอเยนต์" ในวงการลูกหนังโลก เข้าช่วยเจรจราในการคว้า รูนี่ย์ ไปร่วมทัพแล้ว นอกจากนี้ ยังมีข่าวอีกด้วยว่า แมนฯยูฯ ยังเตรียมยื่นเงิน 18 ล้านปอนด์ ในการคว้าตัว โมอัสซ่า ซิสโซโก้ มิดฟิลด์ของตูลูส ทีมดังในลีก เอิง ฝรั่งเศส พร้อมกับจะปล่อย โซรัน โทซิซ ปีกซ้ายที่แจ้งเกิดไม่สำเร็จไปให้กับ "แพะบ้า" เอฟซี โคโลญจน์ ทีมในบุนเดสลีกา เยอรมนี
(ภาพจาก Getty Images)

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

โลกนี้ในมือเรา


โลกอยู่ในมือเรา
อยู่ที่ว่าเราจะรักโลกกันขนาดไหน
ช่วยกันดูแลโลกหน่อย!!!

รถคลาสสิค







วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

เชื้อโรคในโรงพยาล..แรง-ร้าย กว่าที่คิด!


กรณีผู้เข้ารับผ่าตัดตาต้อกระจกติดเชื้อ จนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น ทำให้เกิดคำถามว่า โรงพยาบาลที่น่าจะปลอดภัยที่สุด ทำไมจึงแพร่เชื้อได้
ศ.นพ.สมหวัง ด่านชัยวิจิตร ประธานราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยในฐานะผู้เชี่ยวโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลไม่ปฏิเสธว่า ทุกที่ในโรงพยาบาลล้วนแต่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ ไม่เว้นแม้แต่ห้องผ่าตัดที่มีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด เนื่องจากเชื้อโรคมีทุกหนแห่ง
"โลกนี้ไม่มีอะไรที่ปลอดภัย 100% แม้ว่าในทางการแพทย์จะต้องการให้ความเสี่ยงเป็น 0% หรือว่าเสี่ยงน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ต้องยอมรับว่าคนที่เข้ามาในโรงพยาบาลนั้นเสี่ยงติดเชื้อ (โรค) แทบทั้งนั้น ต่อให้หมอเองก็เถอะ"


การติดเชื้อในโรงพยาบาลมักเกิดกับคนไข้ที่จำเป็นต้องใส่อุปกรณ์เข้าไปในร่างกาย เช่น ผู้ป่วยใส่ท่อช่วยหายใจ สายสวนปัสสาวะ การให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือด การฉีดยา การเจาะเลือด การเจาะตรวจต่างๆ เป็นต้น


ปัจจุบันการติดเชื้อในโรงพยาบาลที่พบมากที่สุดในไทย คือ อันดับแรกการติดเชื้อที่ปอด พบประมาณ 1 ใน 3 รองลงมาคือการติดเชื้อที่ทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีอัตราการติดเชื้อน้อยลง และมีแนวโน้มลดลง และ อันดับสามการติดเชื้อจากแผลผ่าตัด


ศ.นพ.สมหวัง กล่าวว่า การติดเชื้อในโรงพยาบาลยัง เกิดขึ้นได้จาก "เครื่องมือ" ที่มีเชื้อโรคสะสมหรือตกค้างอยู่ในหมวดของอุปกรณ์สิ้นเปลืองที่ใช้ในห้องผ่าตัด กรณีดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว แต่ "ยาก" ต่อการควบคุม จากประสบการณ์ทำงานมานาน เขามองว่า การติดเชื้อจากการผ่าตัดมีโอกาสเกิดขึ้นได้ และส่วนใหญ่ไม่สามารถบอกได้ว่าสาเหตุเกิดจากสิ่งใด เป็นปัญหาที่โรงพยาบาลทั่วโลกเผชิญเหมือนกันหมด


"หากร่างกายอ่อนแอ และปริมาณเชื้อโรคมีจำนวนเยอะกว่าปกติ โอกาสที่จะติดเชื้อไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีเชื้อบางอย่างอยู่บนผิวหนังของคนเรา และไม่สามารถขจัดออกไปได้หมด มันอาศัยอยู่ในรูขุมขน ที่พร้อมจะเป็นสาเหตุของการติดเชื้อได้เช่นกัน"


แม้ปัจจัยการติดเชื้อในสถานรักษาพยาบาลยากต่อการควบคุม แต่มิได้หมายความว่า แพทย์ พยาบาล ปล่อยปละละเลย และถือเป็นเรื่องสุดวิสัย จากการศึกษาการติดเชื้อในโรงพยาบาลทั่วโลก พบว่า คนไข้มีโอกาสติดเชื้อ 5-10% ส่วนประเทศไทย โอกาสที่คนไข้จะติดเชื้ออยู่ที่ 6.4 % ซึ่งถือว่ายังน้อยมากหากเทียบกับประเทศใกล้เคียง และอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าประเทศสหรัฐที่ 7% ด้วยซ้ำ


ในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาวงการแพทย์ไทยมีความตื่นตัวในการแก้ไขปัญหาการติดเชื้อในโรงพยาบาลให้มีปริมาณ "ลดลง" ต่อเนื่อง หากเทียบกับช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การติดเชื้อในโรงพยาบาลมีสัดส่วนสูงกว่าปัจจุบันถึงเท่าตัว ประเทศแถบสแกนดิเนเวียมีโอกาสติดเชื้อต่ำสุดประมาณ 4%


"ถ้าติดเชื้อในโรงพยาบาล ผู้ติดเชื้อ 100 คน มีโอกาสเสียชีวิต 10 คน จำนวนผู้เสียชีวิตสูงมาก เพราะคนไข้ร่างกายอ่อนแอ ในเมืองไทยคนไข้ติดเชื้อปี หนึ่งประมาณ 4 แสนคน ในจำนวนนั้นเสียชีวิต 4 หมื่นคน เฉลี่ยแล้วเสียชีวิตวันละ 100 กว่าคน เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ แต่มันเกิดขึ้นทุกวัน"


วิธีการป้องกันสำหรับปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุม ศ.นพ.สมหวัง บอกว่า แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องต้องระมัดระวังมากขึ้น เช่น หากเครื่องมือชิ้นไหนเข้าข่ายต้องสงสัยว่า "ติดเชื้อ" หรือมีปัญหาให้เลิกใช้ หรือใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ชนิดใช้แล้วทิ้งแทนที่จะนำมาใช้ซ้ำเพื่อขจัดปัญหา


มาตรการลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในโรงพยาบาล ยังทำได้โดยการติดตามประเมินผลระบบการเฝ้าระวังการติดเชื้อในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงตามหลักระบาดวิทยา การปฏิบัติตามหลัก Isolation Precautions


โดยเน้นเกี่ยวกับการล้างมือ การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในผู้ป่วยที่ได้รับการสอดใส่อุปกรณ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในบุคลากรกลุ่มเสี่ยง เพื่อควบคุมและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างเข้มงวด รวมถึงญาติที่มาเยี่ยมผู้ป่วย วิธีเหล่านี้ถือเป็น แนวทางป้องกัน แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ 100%
"ปัญหาคลาสสิกอีกประการหนึ่งคือ จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่ได้สัดส่วนกับผู้เข้ารับบริการ ยกตัวอย่าง โรงพยาบาลขอนแก่นมีเคสผ่าตัด 14 รายต่อวัน และเป็นคนไข้ที่ต้องรอคิวผ่าตัดมาแล้ว 6 เดือน ซึ่งหากทำตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด คือ ผ่าวันละ 2 ราย นั่นหมายความว่า คนไข้จะต้องรอคิวผ่าตัดนาน 3-4 ปี"


ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อเสริมว่า ปัญหาที่มีความสำคัญอันดับสอง คือ งบประมาณที่จำกัด ทำให้แพทย์พยายามประหยัดอุปกรณ์จนบางครั้งเกิดการปนเปื้อนจากการใช้ของ อุปกรณ์ซ้ำทั้งๆ ที่ทำการฆ่าเชื้อแล้ว เช่น สายสวน หรือ น้ำยาหล่อลื่นตาที่ใช้ที่ใช้ระหว่างผ่าตัดตา เป็นต้น


ศ.นพ.สมหวัง เสนอให้การแก้ปัญหาติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็นวาระแห่งชาติ และรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักและให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหา เนื่องจากโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตที่สามารถควบคุม และป้องกันได้หากได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างจริงจัง
โดย : บุษกร ภู่แส

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

วันครู ' 53



ตามที่คุรุสภาจัดการประกวดคำขวัญวันครู พ.ศ. 2553 โดยเชิญชวนประชาชน ครู นิสิต นักศึกษา นักเรียน ส่งคำขวัญเข้าประกวดเพื่อร่วมเชิดชูเกียรติคุณครูและระลึกถึงพระคุณครู โดยกำหนดให้คำขวัญที่ชนะเลิศการประกวดเป็นคำขวัญวันครู พ.ศ. 2553 ผลการตัดสินปรากฏว่า รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “น้อมจิตวันทา บูชาคุณครู กตัญญูกตเวที” ของนายกันทา วงศ์จันทร์ทิพย์ จังหวัดลำพูน

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553


เขาฉกรรจ์

เป็นสถานที่สำหรับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบธรรมชาติ ในเขตเทศบาลเขาฉกรรจ์ เป็นภูเขาหินปูนเรียงรายสลับซับซ้อน 3 ลูก เต็มไปด้วยถ้ำ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของค้างคาว และลิงแสม มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่เคารพศักการะ 2 แห่ง ได้แก่ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และ ศาลหลวงปู่ทวด ตั้งอยู่ที่ ต.เขาฉกรรจ์ อ.เขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว อยู่ห่างจากตัวจังหวัดสระแก้วไปทางจันทบุรี ระยะทางประมาณ 17 กม. โทร.(037) 511222 (สำนักงานพัฒนาชุมชน อ.เขาฉกรรจ์)

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2553

17 วิธี Refresh สุขภาพ

17 วิธี Refresh สุขภาพ แบบฮอต ฮอต (woman plus)
อุณหภูมิ และสภาพอากาศในช่วงฤดูร้อนส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าที่เราเคยคาดคิด และนี่คือความจริงรวมทั้งวิธีรักษาสุขภาพ 17 ข้อที่เรา อยากให้คุณอ่าน เพราะมันมีประโยชน์มากกว่าที่คิด อัพเดทสุขภาพกับ 17 ความรู้ HOT HOT .....
1. ป้องกันอาการขาดน้ำด้วยการดื่มน้ำเปล่าที่สุกแล้ว หรือแบบปรุงแต่งด้วยน้ำตาล เกลือแร่ สมุนไพรเยอะๆ เพราะหน้าร้อน ร่างกายภายในจะมีอุณหภูมิสูง และขับเหงื่อออกมามาก จนอาจทำให้คุณช็อกหมดสติ
2. หลีกเลี่ยงน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด เพราะอาจทำให้อุณหภูมิในร่างกายเปลี่ยนแปลงเร็วจนไม่สบาย
3. ไม่ควรนอนให้ลมหรือความเย็นโกรก ความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง เมื่อนอนหลับตากลมในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้เวียนหัว รู้สึกหนักหัว ไม่สดชื่นแจ่มใส อาจทำให้เป็นหวัดได้
4. อย่างดอาหารเช้า เพราะร่างกายต้องการอาหารเพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญ ซึ่งจะช่วยควบคุมน้ำหนัก ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้ง ของทอด ของมัน
5. หญิงตั้งครรภ์ ต้องสวมเสื้อผ้าที่มิดชิด เพื่อป้องกันการกระทบกับความเย็น อาหารที่กินต้องสะอาด ไม่ควรนอนบนเสื่อที่เย็น และห่มผ้าคลุมกายเสมอ ระวังอย่าให้เป็นหวัด ห้ามอาบน้ำร้อนจัดหรือเย็นจัดจนเกินไป
6. คนสูงอายุมักมีระบบย่อยที่ไม่ดี และคนที่มีม้ามบกพร่อง ถ้าดื่มน้ำเย็นมากเกินไปจะเกิดความชื้นสะสมในร่างกาย ทำให้ท้องเสีย ติดเชื้อราง่าย ขี้หนาว ปวดหัว ตัวร้อน
7. เลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ Mexoryl และ Tinosorb เพราะสามารถกรองรังสียูวีเอ และยูวีบี ได้ดี เช่น Vichy, Nivea และ Ambre Solaire จาก Garnier
8. หากผิวแสบร้อนจากการโดนแดด บรรเทาได้ด้วยการกินยาแอสไพริน แล้วแช่ตัวในอ่างน้ำอุณหภูมิห้อง ผสม Bath Oil จากนั้นบำรุงผิวด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ และหลีกเลี่ยงแดดในวันถัดไป
9. ทำสเปรย์บรรเทาผิวไหม้เกรียมอย่างง่ายๆ ด้วย น้ำกรองบริสุทธิ์ 2 ออนซ์ ใส่เอสเซนเชียลออยล์กลิ่นลาเวนเดอร์ 9 หยด กลิ่นเปปเปอร์มินต์ 2 หยด และสเปียร์มินต์ 1 หยด ผสมรวมกันแล้วใส่ในขวดสเปรย์ พกติดตัวและฉีดพรมเมื่อมีอาการ
10. เลือกเครื่องสำอางแบบครีม ที่มีเนื้อแห้งเหมือนแป้ง หากหน้ามันปัดทับด้วยบรอนเซอร์ หรือแป้งฝุ่น
11. ควรเลือกใส่เสื้อผ้าเนื้อเบาสบาย ระบายอากาศได้ดีอย่างผ้าฝ้ายธรรมชาติที่หลวมกระชับตัว
12. หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้น้ำตาลสูง อย่างอาหารจำพวก แป้ง คาร์โบไฮเดรต และผลไม้รสหวานจัด เพื่อควบคุม ระดับพลังงานที่มากเกินไปจนส่งผลต่ออุณหภูมิสูงจากภายในของร่างกาย
13. ป้องกันแมลงกัดต่อยซึ่งมีชุกชุมในฤดูร้อน ด้วยการเลือกทาผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากพืชสมุนไพรธรรมชาติ
14. เลือกแว่นกันแดดขนาดใหญ่ที่ให้การปกปิดมิดชิด กระชับใบหน้า เพื่อป้องกันรังสียูวีบีจากการเกิดต้อกระจกในดวงตา และผิวไหม้เกรียม ริ้วรอยรอบดวงตา
15. อย่าเข้าใจผิดว่ายิ่งเข้มยิ่งดี สีของเลนส์ในแว่นกันแดดไม่ได้ช่วยในการปกป้องรังสี เพราะประสิทธิภาพสำคัญเกิดจากสารเคมีที่เคลือบ เพื่อสะท้อนรังสี
16. คอนแทคเลนส์ไม่ช่วยอะไร โดยเฉพาะรุ่นที่เคลมว่าสามารถดูดซับรังสีได้ เพราะอย่างไรก็ด้อยประสิทธิภาพกว่าแว่นกันแดด ดังนั้นจึงไม่อาจใช้แทนกันได้
17. ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่น่าเลือกมากที่สุดในปัจจุบัน ควรมีคุณสมบัติบางเบา ซึมซาบไว ติดทนนาน และมีส่วนผสมของสารประกอบจากไทเทเนียม หรือซิงค์ออกไซด์

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553

ไหว้เจ้า เสริมดวงชะตา รับ ตรุษจีน2553 นี้

ตรุษจีน ปี2553 ทุกราศีควรไปไหว้ เทพเจ้าเสริมดวงชะตา ดังนี้

ปีชวด(หนู)
ให้ไปไหว้ขอพร “องค์ซำกวง” หรือ “เทพ 3 ตา” วัดทิพย์วารี หลังจราจรกลาง ถ.ตรีเพชร กรุงเทพ
ปีฉลู(วัว)
ให้ไปไหว้ขอพร “เทพหั่วท้อ” หรือ “หมออูโต๋ว” (หมดเทวดา) ที่วัดทิพย์วารี หลังจราจรกลาง ถ.ตรีเพชร กทม.
ปีขาล(เสือ)
ให้ไปไหว้ขอพร “ไท้ส่วยเอี๊ย” ที่ศาลเจ้าเล่งเน่ยยี่ มังกรกมลาวาส(ทำแก้ชง)
ปีเถาะ(กระต่าย)
ให้ไปไหว้ขอพร “เทพเจ้าไท้เอี๊ยง” ที่ศาลเจ้าเล่งเน่ยยี่มังกรกมลาวาส หรือ วัดทิพย์วารี หลังจราจรกลาง ถ.ตรีเพชร กทม.
ปีมะโรง(งูใหญ่) ให้ไปไหว้ขอพร “เทพเทียงเต็ก” ไหว้ฟ้าดิน หรือไหว้ที่เสาทีกงได้ทุกศาลเจ้า
ปีมะเส็ง(งูเล็ก)
ให้ไปไหว้ขอพร “ไท้ส่วยเอี๊ย” ที่ศาลเจ้าเล่งเน่ยยี่ มังกรกมลาวาส(ทำแก้ชง) “องค์ไท้อิม” ที่วัดทิพย์วารี หลังจราจรกลาง ถ.ตรีเพชร กทม.
ปีมะเมีย(ม้า)
ให้ไปไหว้ขอพร “องค์เจี้ยงแซ” ไหว้ “เทพเจ้ากวนอู” ที่ ศาลเจ้ากวนตี่ เยาวราช หรือที่ไหนก็ได้ที่มี
ปีมะแม(แพะ) ให้ไปไหว้ขอพร “เทพห่วยเต็ก” ไหว้ “เจ้าแม่กวนอิม” ที่ มูลนิธิเทียนฟ้า เยาวราช หรือทุกศาลเจ้าที่มี
ปีวอก(ลิง) ให้ไปไหว้ขอพร “ไท้ส่วยเอี๊ย” ที่ศาลเจ้าเล่งเน่ยยี่ มังกรกมลาวาส(ทำแก้ชง)
ปีระกา(ไก่) ให้ไปไหว้ขอพร “เทพเหล่งเต็ก” ไหว้ “องค์แป๊ะกง” ได้ทุกศาลเจ้าที่มีแป๊ะกง
ปีจอ(หมา) ให้ไปไหว้ขอพร “องค์ตั่วเหล่าเอี๊ย” ได้ทุกศาลเจ้าที่มีเจ้าพ่อเสือ
ปีกุน(หมู) ให้ไปไหว้ขอพร “ไท้ส่วยเอี๊ย” ที่ศาลเจ้าเล่งเน่ยยี่ มังกรกมลาวาส(ทำแก้ชง) "องค์กวนอู” ไหว้ “เทพเจ้ากวนอู” ที่ ศาลเจ้ากวนตี่ เยาวราช หรือ ที่ไหนก็ได้ที่มี
ถ้า ไม่สามารถไปไหว้เทพเจ้าเสริมดวงชะตาตามที่แนะนำตามศาลเจ้าที่บอกได้ให้ดูตาม ศาลเจ้าหรือวัดใกล้บ้านที่มีเทพเจ้าเสริมดวงชะตาตามปีเกิดของคุณแล้วขอพรจากองค์เทพนั้นโดยตรง โดยอธิฐานดังนี้
ข้าพเจ้า ขอกราบบูชาและต้อนรับ”.....(ชื่อเทพเจ้าที่เสริมดวงชะตาปี2553 ประจำปีเกิดของคุณ)” ซึ่งมาสถิตในเรือนชะตาของ ข้าพเจ้า (ชื่อ-นามสกุล)ด้วยความศรัทธายิ่งขอได้โปรดประทานพรให้ข้าพเจ้า ปราศจากอุปสรรค แคล้วคลาดจากภัยอันตรายทั้งหลายทั้งปวง พร้อมทั้งประทานความสำเร็จ ความสุขความเจริญ มีสิริมงคล สุขภาพแข็งแรง และโชคดีตลอดปี2553 แก่ข้าพเจ้า เทอญ...สาธุ

กลอนปีใหม่

ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่
ทุกคนสุขใจ สำราญรื่นเริง
พากันไปเที่ยว สนุกเหลือเกิน
ร่วมกันบันเทิง รับปีใหม่เอย

ปีใหม่

อวย
อย่างไรก็ตาม ในแต่ละชาติที่ใช้ปฏิทินแบบอื่น ก็จะมีวันขึ้น ปีใหม่ ที่แตกต่างกันไป เช่น วันตรุษจีน วันสงกรานต์ เป็นต้น ในประเทศไทย ทางราชการให้ถือเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 เป็นต้นมา
ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก
การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์
ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป
เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ
1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ
2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา
3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก
4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย

มุสลิมกับวันปีใหม่โดย อ.มุรีดทิมะเสน

มุสลิมกับวันปีใหม่โดย อ.มุรีดทิมะเสน
วันที่ 31 ธันวาคมเป็นวันสิ้นปี ต่อเนื่องกับ วันที่ 1 มกราคม ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามสากลนิยม ประชาชนทุกชาติทุกภาษาจะมีการเฉลิมฉลองในวันนี้

ในครั้งโบราณต่างชาติต่างก็ขึ้นปีใหม่กันตามความนิยมของตนที่เห็นว่า วันปีใหม่ควรจะเป็นวันไหน เช่น ต้นฤดูหนาวเพราะเป็นเวลาพ้นจากมืดฝน สว่างขึ้นเหมือนเวลาเช้า เป็นต้น, ปี ฤดูร้อนเป็นเวลาสว่าง ร้อนเหมือนเวลากลางวันเป็นกลางปี ฤดูฝนที่เป็นเวลามืดคลุ้มโดยมากและฝนพร่ำเพรื่อเที่ยวไปไหนไม่ได้เป็นเหมือนกลางคืน ชาวเยอรมันสมัยโบราณแบ่งฤดู 2 ฤดู คือฤดูหนาวกับฤดูร้อน ขึ้นปีใหม่ราวปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นเวลาที่พื้นภูมิภาคกำลังเริ่มเย็นขึ้นเป็นลำดับ ประชาชนซึ่งแยกย้ายกันไปหากินในที่ต่างๆ ตั้งแต่ในฤดูร้อนได้เก็บเกี่ยวพืชผลที่ทำได้และนำขึ้นยุ้งฉางเสร็จแล้ว ก็มาร่วมชุมนุมกันฉลองขึ้นใหม่ เมื่อชาวโรมันได้รุกรานเข้าไปในอาณาเขตเยอรมัน จึงได้เลื่อนการฉลองปีใหม่มาเป็น 1 มกราคม

ชาวไอยคุปค์ เฟนิเซียนและอิหร่านเริ่มปีใหม่เมื่อกลางฤดูสารทคือราววันที่ 21 กันยายน โยนกสมัยก่อนพุทธกาลขึ้นไป เริ่มปีใหม่ราววันที่ 21 ธันวาคม โรมันโบราณก็เริ่มปีใหม่วันที่ 21 ธันวาคม สมัยซีซาร์เมื่อใช้ปฏิทินที่เรียกว่าแบบยูเลียนได้เลื่อนปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 มกราคม พวกยิวขึ้นปีใหม่เป็น 2 อย่าง ตามทางการเริ่มปีใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เดือนติษรีราววันที่ 6 กันยายน ถึงวันที่ 5 ตุลาคม ทางศาสนาเริ่มราววันที่ 21 มีนาคม ตอนต้นยุคกลางชาวคริสเตียนเริ่มปีใหม่ วันที่ 25 มีนาคม อังกฤษเชื้อสายแองโกลซักซอนเริ่มปีใหม่วันที่ 25 ธันวาคม ภายหลังให้เลื่อนวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคม ต่อมาก็กลับเลื่อนไปขึ้นปีใหม่ราว 2242-2296 1

โปรดสังเกตว่า ในอดีตทุกๆ ดินแดน ทุกๆ เผ่าพันธุ์ต่างมีเทศกาลเป็นของตนเอง หรือมีประเพณีของเผ่าพันธุ์ของตนเองอยู่เสมอ แม้กระทั่งวันรื่นเริง วันซึ่งถูกอุบัติขึ้นเพื่อการเฉลิมฉลอง หรือเพื่อแสดงความสนุกสนานนั้น ทุกๆ เผ่าพันธุ์,ทุกๆ ดินแดนต่างก็มีวันรื่นเริงเป็นของตนเองทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าวัน และรูปแบบการเฉลิมฉลองก็จะแตกต่างกันไป สรุปคือ ทุกๆ ชาติ ทุกๆ เผ่าพันธุ์ต่างก็มีวันเฉลิมฉลอง หรือวันรื่นเริงแทบทั้งสิ้น ดั่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺ กล่าวไว้ว่า “ إن لكل قوم عيدا “ ความว่า “แท้จริงทุกๆ กลุ่มชนนั้นมีวันรื่นเริงทั้งสิ้น” (บันทึกโดยมุสลิม 1479)

อนึ่ง หากย้อนถามวันรื่นเริง หรือวันเฉลิมฉลองของอิสลามนั้นมีหรือไม่? คำตอบคือมี ดังหลักฐานจากท่านอนัส บุตรของมาลิกเล่าว่า “ كان لأهل الجاهلية يومان في كل سنة يلعبون فيهما فلما قدم النبي صلى الله عليه وسلم المدينة قال كان لكم يومان يلعبون فيهما وقد أبدلكم الله فيهما خيرا منهما يوم الفطر ويوم الأضحى “ ความว่า “ปรากฏว่ากลุ่มชนญาฮิลียะฮฺ (กลุ่มชนที่อิสลามยังไม่อุบัติขึ้นแก่พวกเขา) สำหรับพวกเขามีอยู่สองวันในทุกๆ ปีซึ่งเป็นวันที่พวกเขารื่นเริงสนุกสนานในสองวันดังกล่าว, ครั้นเมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ เดินทางไปยังเมืองมะดีนะฮฺ ท่านรสุล ก็กล่าวว่า สำหรับพวกท่านมีวันรื่นเริงสนุกสนานอยู่สองวัน ทว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงเปลี่ยนให้ดีกว่าวันทั้งสองดังกล่าว นั่นคือวันอีดิลฟิฏริ และวันอีดิลอัฎหา” (บันทึกโดยนะสาอีย์ หะดีษที่ 1538)

ประวัติวันปีใหม่ เทศกาลวันปีใหม่

ประวัติวันปีใหม่ เทศกาลวันปีใหม่
ประวัติวันปีใหม่ เทศกาลวันปีใหม่ ในอดีต วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว 4 ครั้งคือ ครั้งแรกถือเอาวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่ง ตรงกับเดือนมกราคม ครั้งที่ 2 กำหนดให้วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตามคติพราหมณ์ ซึ่งตรงกับเดือนเมษายน
ประวัติวันปีใหม่ การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ใน 2 ครั้งนี้ ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก ต่อมาได้ถือเอาทางสุริยคติแทน โดยกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ.2432 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็น วันขึ้นปีใหม่อยู่ ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ไม่สู้จะมีการรื่นเริงอะไรมากนัก สมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นใน กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก
การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน ได้แพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆมา และในปี พ.ศ.2479 ก็ได้มีการ จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด วันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน ในสมัยนั้นทางราชการเรียกว่า วันตรุษสงกรานต์
ต่อมาได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น ซึ่งมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานกรรมการ ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม โดยกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็น วันขึ้นปีใหม่เป็นต้นไป
ประวัติวันปีใหม่ เหตุผลที่ทางราชการได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายนมาเป็นวันที่ 1 มกราคม ก็คือ 1. ไม่ขัดกับพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ2. เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมพระพุทธศาสนา 3. ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก Happy News year4. เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย
เทศกาลวันปีใหม่ กิจกรรมที่ชาวไทยส่วนใหญ่มักจะยึดถือปฏิบัติในวันขึ้นปีใหม่ได้แก่ 1. การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้าน หรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่างๆที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ 2. การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร3. การจัดงานรื่นเริง การจัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องหรือตามหน่วยงานต่างๆ วันขึ้นปีใหม่นับเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เราได้ทบทวนถึงการดำเนินชีวิตในอดีต เพื่อจะได้แก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นในอดีตให้ดีขึ้น กิจกรรมใน วันขึ้นปีใหม่ ปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี เทศกาลวันปีใหม่ จะมีการทำบุญตักบาตรและอุทิศส่วนกุศลผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ฟังเทศน์ ปล่อยปลา ปล่อยนก อวยพรซึ่งกันและกัน หรืออาจจะส่งการ์ดบัตรอวยพร ของขวัญไหว้ผู้ใหญ่เพื่อรับพร และสรงน้ำพระพุทธรูป ประดับธงชาติ และจะเตรียมทำความสะอาดบ้าน และที่พักอาศัย

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2553